การเรียนรู้...ด้วยเพลง 2 ภาษา และแรงบันดาลใจ ดารูนะ ดอเลาะ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
รายงานโดย : วัฒนชัย มะโนมะยา
.......... 17 ปีบนเส้นทางชีวิตแห่งการบุกเบิกและทำหน้าที่เป็นครูผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ดารูนะ ดอเลาะ สร้างผลงานไว้มากมายหลายด้าน จนกระทั่งได้เป็นศูนย์ดีเด่นในหลายระดับ
ดารูนะได้รับคัดเลือกให้เป็นครูผู้ดูแลเด็กดีเด่นประจำปี 2551 ได้รับการคัดเลือกเป็นคณะทำงานจัดทำแผนการศึกษาของกรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปลายปีนี้เธอจะต้องกลับไปช่วยงานกองการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เพราะตำแหน่งหน้าที่จริงๆของเธอคือลูกจ้างประจำขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มาช่วยราชการในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กที่นี่มาตั้งแต่ยุค-ก่อนแรกเริ่ม 1 ปี เธอบอกว่าตอนนั้นเป็น "ศูนย์เด็กเล็กเคลื่อนที่" ซึ่งศูนย์ของเธอเป็นศูนย์ภายใตโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ จำนวน 17 แห่งในสามจังหวัดภาคใต้ ฯลฯ
สิ่งที่ดารูนะกำลังทำอยู่ และนับว่าเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในช่วงหลังคือเรื่อง เพลง 2 ภาษา
ภาษาไทย กับ ภาษามลายูท้องถิ่น ...........
ปัญหาอย่างหนึ่งของสามสี่จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ชนบทหรือนอกเมืองออกไป แม้หลายฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ภาษาไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยบริบทแวดล้อมซึ่งมีวัฒนธรรมและการใช้ภาษามลายูในวิถีชีวิตประจำวัน รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองบางส่วนก็ไม่สามารถพูดและใช้ภาษาไทยได้นั้น ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ภาษาของเด็กซึ่งคุ้นเคยอยู่กับวิถีชีวิตแวดล้อมของเขาโดยทั่วไป
เมื่อเข้าสู่รอบรั้วโรงเรียน นับแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการศึกษาเล่าเรียน จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่ได้ปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กๆเสียพร้อมกัน และนับเป็นสิ่งจำเป็นในการเข้าสู่ระบบการศึกษาในชั้นประถม และระดับต่อๆไป
ในภาพกว้างที่ผ่านมาอาจพูดได้ว่าเรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ไม่เห็นสิ่งใดเกิดขึ้น เสมือนว่าจนปัญญาหาทางออก ถูกปล่อยปละละเลยแน่นิ่งอยู่ก็ไม่เชิง แต่เมื่อมองในอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันเท่ากับเป็นการสร้างโอกาสและความได้เปรียบให้กับเด็กได้รู้มากกว่าหนึ่งภาษาด้วย
ประเด็นปัญหาก็คือจะทำอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
กิจกรรมเข้าจังหวะหรือการเรียนการสอนโดยกิจกรรมเคลื่อนไหวที่ใช้เพลงประกอบ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยทั่วไปใช้ในวิชาการเรียนการสอน ที่บ้านทอนก็เช่นเดียวกัน ดารูนะบอกว่า นับตั้งแต่ได้สัมผัสกับเด็กมาตั้งแต่ ปี 2543 นอกจากการดูแลเรื่องสุขภาพอาหารการกิน โดยการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบ ทั้ง 4 ด้าน โดยครบถ้วนแล้ว ตนเองก็ได้ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ดีงามต่างๆไปพร้อมกันด้วย เช่นการสอนให้เด็กพูด “สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ” “ขอโทษครับ”ขอโทษค่ะ” “ขอบคุณครับ” “ขอบคุณค่ะ” โดยการให้เด็กยกมือไหว้ประกอบไปด้วย ซึ่งเด็กก็สามารถทำได้ แต่เด็กๆส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะพูด หรือบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่พยายามอธิบายเป็นภาษาไทย
เช่นกันในการสอนที่ใช้เพลงประกอบกิจกรรม เด็กจะทำท่าทางประกอบเพลงได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการให้เด็กจำเพลงเพื่อทำตาม นั่นหมายความว่าเมื่อเป็นการสื่อสารพูดคุยกับเด็กทั่วไปโดยใช้ภาษามลายูท้องถิ่น การสอนให้เด็กพูดและทำกิจกรรมโดยพยายามสอนภาษาไทยเพื่อให้เด็กเรียนรู้ทันทีนั้นมีปัญหาอุปสรรคติดขัด ในเรื่องวิธีที่จะสื่อสารให้เด็กเข้าใจและสนใจได้ ต่อมาดารูนะสังเกตว่า เมื่อทำการเรียนการสอนกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ใช้เพลงประกอบ เด็กมีพฤติกรรมที่จะสนใจและเรียนรู้อย่างสนุกสนาน ถ้าได้ใช้เพลงร้องภาษาไทยที่บางครั้งเด็กก็ไม่เข้าใจไม่รู้ความหมาย อาศัยการบอกเล่าให้จดจำและท่วงทำนองประกอบร้องรำไป มาเป็นเพลงที่เด็กเข้าใจและรู้ความหมายไปด้วยพร้อมกันจะทำอย่างไร แนวคิดนี้ดารูนะเกิดขึ้นและคิดว่าไม่ยาก เพราะเพลงที่จะนำมาใช้นั้นเป็นเพลงง่ายๆและเด็กๆคุ้นเคยอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพลงที่ร้องเล่นกันในท้องถิ่น และเมื่อต้องการจะสอนให้เด็กได้รู้ในเรื่องอะไร ซึ่งก็คือเรื่องภาษาและความหมายในเบื้องต้น ก็ยังจะแต่งเนื้อเพลงและทำนองแบบง่ายๆขึ้นมาได้ไม่ยาก
เมื่อเด็กคุ้นเคยกับเพลงและความหมายแล้ว จึงค่อยๆสอดแทรกเพลงซึ่งเป็นท่วงทำนองของเพลงเดียวกันในเพลงภาษาไทย การสอนก็ไม่จำเป็นต้องสอนแบบตรงตัว แต่อาจจะค่อยๆนำมาร้องสลับกัน เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับคำต่างๆ โดยผ่านการเรียนรู้แบบสนุกสนานและเป็นธรรมชาติ โดยวิธีการนี้เด็กอาจจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป ซึ่งนั่นน่าจะเป็นวิธีการเรียนการสอนอีกแบบหนึ่งที่ได้ผลดี โดยมีครูเป็นผู้คอยป้อนความรู้และควบคุมกิจกรรมให้เป็นไปตามความเหมาะสมตามความยากง่ายแต่ละเพลง เพลงมลายูท้องถิ่นรวมถึงบางเพลงที่ให้เด็กๆเล่นร้องโดยปกติ เธอจึงได้แปลมาเป็นภาษาไทย เพลงภาษาไทยที่ร้องเล่นกันโดยทั่วไปและคุ้นเคยท่วงทำนอง ซึ่งเด็กอาจจะพอร้องได้ (เหมือนกับเราร้องเพลงฝรั่ง)ดารูนะก็นำมาแปลเป็นภาษามลายูท้องถิ่น อีกส่วนหนึ่งคือเพลงใหม่ที่ทั้งแต่งเองทั้งเนื้อร้องและทำนองและแปลเอง
เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่าจังหวะคำของภาษาไทย กับภาษามาลายูท้องถิ่นนั้นมีความลงตัวต่อกันของคำ การทำเพลง 2 ภาษาทั้งด้านเทคนิคและแนวคิดที่ดูง่ายๆนี้เอง จึงเป็นลักษณะของการบูรณาการที่สอดคล้องต้องกันอย่างสร้างสรรค์และน่าสนใจ
ดารูนะ บอกว่าคุณสมบัติที่สำคัญของครูผู้ดูแลเด็กอย่างหนึ่งคือต้องเป็นนักร้องได้ และถ้าจะให้ดีต้องเต้นได้ด้วย เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานไปพร้อมกัน แต่ที่สำคัญก็คือพร้อมๆกับการเรียนรู้อย่างสนุกสนานนี้สามารถสอดแทรกการเรียนรู้ภาษาของเด็กไปด้วย เพลงสองภาษา ส่วนใหญ่เป็นเพลงเด็กที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นทั้งเพลงที่มีแต่เดิม และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ แล้วนำมาแปลต่อกัน โดยทำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เป็นเพลงแบบง่ายๆสำหรับเด็ก ที่คุ้นเคยกันดี เช่น เพลงทะเลแสนงาม
โอทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส มองเห็นเรือใบ แล่นอยู่ในทะเล หาดทรายงามเห็นปู ดูซิดูหมู่ปลา กุ้งหอยนานา อยู่ในท้องทะเล
ก็จะแปลเป็นชื่อเพลงว่า โอลาโอะ และร้องเป็นภาษามลายูในท่วงทำนองเดียวกันว่า..
โอลาโอะลาลา ลางิลูวะห์บือซา นาเปาะกาปา ดูโดะดาแลลาโอะ แตเงาะกือแตตือปีปาตา ปาเล็งแตเงาะอีแก กือเปาะ ฮูแด ดูโดะดาแลลาโอ
ซึ่งเพลงนี้อาจจะให้เด็กได้คุ้นเคยและสนุกสนานในเบื้องต้นก่อน รู้ความหมายแบบกว้างๆ หรืออาจจะเลือกสอนเฉพาะคำเฉพาะตอน เช่นคำว่าทะเล หาดทราย กุ้งหอยปูปลา เป็นต้น อาจไม่จำเป็นต้องสอนให้เด็กรู้ความหมายหมดทั้งเพลงในคราวเดียวกัน
หรือ เพลงกำมือ กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา(ซ้ำ) กางแขนขึ้นและลง พับแขนมือแตะไหล่กาง แขนขึ้นและลง ชูขึ้นตรงหมุนไปรอบตัว
แปลเป็นภาษามลายูชื่อ กือปาตาแง และร้องเป็นภาษมลายูในท่วงทำนองเดียวกันว่า.. กือปาแตแงปูซิงปูซิง อาเกะตาแงฆีมารี(บู) กอลือแงนาเอะตูรง ลีปะลืแงเตาะอาตะห์บาฮูบู กอลือแงนาเอะตูรง อาเกะบือโตปูซิงกลีลิง
เพลงนี้เน้นให้เด็กได้เคลื่อนไหวทำท่าทางประกอบไปด้วย โดยอาจจะไม่ต้องท่องจำเป็นคำๆ แต่จะเป็นไปโดยอัตโนมัติและเด็กก็จะไม่เบื่อด้วย เช่นเดียวกับเพลง เก็บของ(ซีแป) หรือเพลงสั้นๆง่ายๆอย่างเช่นเพลงสวัสดี(อัสลามูอาลัยกุม) เพลงเต่า(กูรอ) เพลงมาปลูกดอกไม้กันเถอะ(มารีตานัมบูงา) หรือเพลงสนุกๆเช่นเพลงเป็ด(อีเตะ)ร้องว่า
ปีกเป็ด ขาเป็ด ตูดเป็ด ปากเป็ด
ยามเมื่อเป็ดมันเดินไป ดูแล้วมันไม่น่าดู จำไว้นะคุณหนูๆ จงอย่าเดินให้เหมือนเป็ด
เพลงทั้งหมดที่ใช้ในกิจกรรมนี้มีจำนวน 15 เพลง ซึ่งส่วนใหญ่ดารูนะจะเป็นคนแปลเอง แต่ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะสอนให้ครูผู้ดูแลเด็กอื่นๆได้หัดแปลเองต่อไปด้วย ซึ่งเพลงเหล่านี้นอกจากให้เด็กสนุกสนานบันเทิงไปพร้อมกับการเรียนรู้ภาษาท่าทางแล้ว ยังได้สอดแทรกวัฒนธรรมประเพณีทั้งของไทยพุทธและมุสลิมไว้ด้วย เช่นเพลง5 ธันวา เพลง 12 สิงหา หรือเพลงลูกท่านนบีมูฮัมมัด(อาเนาะนบี) เพลงชื่อท่านนบี 25 ท่าน เป็นต้น ดารูนะเริ่มแปลเพลงช่วงปี 2550-2551 โดยมี 6 กิจกรรมประกอบ เช่นให้เด็กเข้าแถว ช่วยเก็บของ เปล่งเสียงร้องได้ โดยเพลงทั้งหมดนี้ ดารูนะพยายามให้ครูผู้ดูแลเด็กฝึกร้อง แล้วเต้นกับเด็ก โดยทำเป็นเทปหรือซีดีเอาไว้ด้วย
“หลังจากทดลองนำเพลงภาษามลายูพร้อมท่าทางประกอบเพลงมาใช้ในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ ผลปรากฏว่า เด็กสามารถจำเพลงพร้อมท่าทางประกอบเพลงได้เร็วขึ้น จึงได้เริ่มทำการแปลเพลงที่ใช้ในการจัดกิจกรรมมาเป็นภาษามลายู และทดลองใช้เมื่อ ปีการศึกษา 2550 ผลปรากฏว่าเด็กสามารถพูดภาษาไทยได้เพิ่มขึ้น สามารถใช้ภาษาไทยโต้ตอบได้มากขึ้น”
นอกจากมีแบบประเมินผลการพัฒนาการการพูดภาษาไทยของเด็ก หลังการใช้แผนการจัดกิจกรรมที่มีเพลงสองภาษา ได้แก่...ทางด้านความกล้าในการพูด /ความสามารถในการตอบโต้สนทนาหรือตอบคำถามภาษาไทยสั้นๆ /ความชัดเจนและถูกต้องในการพูด /ร้องเพลงสองภาษาและทำท่าทางประกอบเพลงได้ และสามารถบอกชื่อภาพที่อยู่ในบัตรภาพเป็นภาษาไทยได้แล้ว ดารูนะยังได้นำกิจกรรมนี้ไปประสมประสมประสานกับแนวการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ในสาระการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้แต่ละสัปดาห์ ได้แก่กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เสริมประสบการณ์(ในวงกลม) สร้างสรรค์ เสรี กลางแจ้ง และเกมการศึกษา
แต่ตัวชี้วัดที่สำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ผู้ปกครอง ดารูนะบอกว่ามรรคผลการเรียนการสอนภาษาไทยโดยเพลงนี้เองทำให้ผู้ปกครอง “ทึ่ง”ที่เด็กๆสามารถจะพูดภาษาไทยได้ จากที่เมื่อก่อนไม่กล้าพูดเลยก็กล้ามากขึ้น นอกจากนี้เธอยังได้จัดปฐมนิเทศผู้ปกครองให้มารับรู้ และร่วมกิจกรรมทั้งในโรงเรียนและนำไปใช้ที่บ้าน เช่นการเดินพาเหรด ร่วมร้องเต้น และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ตามวาระโอกาสอีกด้วย นอกจากนั้นแนวทางเหล่านี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการแผนจัดการสอนของกรมปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลักสูตรท้องถิ่น และหน่วยการจัดประสบการณ์ของศาสนาอิสลาม เป็นต้น ที่สำคัญคือการปูพื้นฐานให้เด็กได้รู้ภาษาไทย เมื่อต้องเข้าสู่ระดับประถมศึกษาต่อไป
ดารูนะบอกว่าสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไปคือก็คือการฝึกอบรมครูผู้ดูแลเด็กให้ร้องเพลงสองภาษาให้คล่องและแต่งเพลงหรือแปลเพลงเพิ่มขึ้น ให้ครบทุกหน่วยการเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งต่อมาดารูนะได้นำแนวคิดการสร้างเสริมประสบการณ์ในชั้นเรียนส่วนนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของงานโครงการวิจัยเรื่อง “การใช้เพลงสองภาษา(ภาษาไทยและภาษามลายู)เพื่อพัฒนาการพูดภาษาไทยของเด็กปฐมวัย ฯซึ่งเป็นงานวิจัยวิทยานิพนธ์ ของวิชาเอกปฐมวัยศึกษา ระดับปริญญาโทซึ่งเธอกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2551 เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่อง เพลง 2 ภาษานี้มาใช้ในการพัฒนาเด็กและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กบ้านทอน และเพื่อขยับขยายไปสู่ศูนย์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีวัฒนธรรมและใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน
“เนื่องจากภาษาเป็นสิ่งสำคัญของการเรียนรู้สิ่งต่างๆของเด็ก ...นอกจากปัญหาทางกายภาพแล้ว สิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านภาษา กล่าวคือ ความเป็นท้องถิ่นของแต่ละชุมชน ผู้ปกครองหรือคนในครอบครัวใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสารกับเด็ก เมื่อเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียน เด็กจึงไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อน กับครูที่มาจากถิ่นอื่นได้ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ภาษามลายูใช้เป็นภาษาที่ใช้โดยทั่วไป จึงเป็นปัญหาว่าจะทำอย่างไรให้คนในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสารได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นครูปฐมวัยในพื้นที่จึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ กิจกรรมหนึ่งที่เห็นว่าสามารถแก้ไขปัญหาทางด้านภาษาไทยสำหรับเด็กในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้คือ กิจกรรมที่ใช้เพลงในการจัดกิจกรรม และจากการที่ได้ศึกษาความเป็นชุมชนในพื้นที่พบว่าเด็กเล็กในพื้นที่สามารถร้องเพลงภาษามลายูได้ จึงได้มีแนวคิดที่จะศึกษาว่าหากนำเพลงภาษามลายูมาใช้ในการจัดกิจกรรมที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาไทยให้กับเด็กในพื้นที่ น่าจะมีผลสัมฤทธิ์สูง” โดยมีขอบเขตการวิจัยที่เด็กนักเรียนชายหญิง ห้อง 1จำนวน 15 คนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เมื่อย้อนเวลากลับไปกว่า 17 ปีที่แล้วเป็นเพียงผนังห้องทรุดโทรมหลังคามุงจากพอกันแดดกันฝน กระทั่งถึงวันหนึ่งวันนี้ย้อนกลับไปอ่านบางส่วนของเรื่องแรงบันดาลใจที่เธอเขียนถึง และสิ่งที่มุ่งมั่นกระทำมา สิ่งที่พบอย่างหนึ่งนอกจากเพลง 2 ภาษาที่เธอทำเพื่อยกระดับการพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นภาษาที่ไม่มีกำแพงใดๆขวางกั้น นั่นก็คือหัวใจริเริ่มสร้างสรรค์ของครูผู้ดูแลเด็กเล็กๆคนหนึ่งอันมุ่งมั่นงดงามที่ชื่อดารูนะ ดอเลาะ จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทอนนั่นเอง.
วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
เพลงกับเด็กปฐมวัย
เรื่องเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย
การสอนส่วนมากจะเกี่ยวกับการร้องเพลงเพลงที่สอนเด็กปฐมวัยมีเนื้อร้องที่ช่วยพัฒนาและให้ความรู้แก่เด็กหลายด้านเช่น
1. ด้านร่างกายหรือด้านพลานามัยในการสอนนี้ผู้สอนต้องใช้ท่าทางประกอบ เนื่องจากชอบการเคลื่อนไหวไม่ชอบอยู่นิ่ง ในการร้องเพลงควรทำท่าประกอบด้วย เด็กจะได้ทำท่าตามครูหรือคิดขึ้นเอง
1. ส่งเสริมด้านการออกกำลังกาย เช่น
เพลงกายบริหาร
กำมือขึ้นแล้วหมุน หมุน ชูมือขึ้นโบกไปมา (ซ้ำ)
กางแขนขึ้นและลง พับแขนขึ้นแตะไหล่
กาวแขนขึ้นและลง ชูขึ้นตรงหมุนไปรอบตัว
ผู้แต่ง ครีนวล รัตนสุวรรณ
2. ปลูกฝังด้านสุขนิสัยเช่น
เพลง แปรงฟัน
แปรงซิ แปรง แปรงฟัน ฟันหนูสวยสะอาดดี
แปรงขึ้น แปรงลงทุกที่ สะอาดดีเมื่อหนูแปรงฟัน
ผู้แต่ง เตือนใจ ศรีมารุต
เพลงอย่าทิ้ง
อย่าทิ้ง อย่างทิ้ง อย่าทิ้ง ทิ้งแล้วจะสกปรก
ถ้าเราเห็นมันรก ต้องเก็บ ต้องเก็บ ต้องเก็บ
ผู้แต่ง เตือนใจ ศรีมารุ
2. ด้านอารามณ์ ขณะที่เด็กร่วมร้องเพลงหรือทำท่าทาง เด็กมีอาการร่างเริงแจ่มใสสนุกสนาน ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความสุขเมื่อเขาทำได้ เพลงจะช่วยคลายเครียด มีความสดชื่นบางเพลงทำให้สนุกเช่น
เพลง ตุ๊บป่อง
ติง ตลิง ติงต๊อง เรือเราลอย ตุ๊บป่อง
ลอยไปตามน้ำไหล ลอยไป ลอยไป ในคลอง
ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง
ผู้แต่ง ฐะปะนีย์ นาครทรรพ
3. ด้านสังคม เด็กมาโรงเรียนจะต้องเข้าสังคมใหม่ และสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ครู หรือคนอื่นๆ สิ่งที่จัช่วยให้เด็กคุ้นเคย และเข้ากับผู้อื่นได้ก็ใช้เพลงเป็นสื่อ ช่วยให้เด็กสนิทสนม กับครูและเพื่อน เนื้อเพลงที่ร้องเช่น
เพลงสวัสดี
สวัสดี สวัสดี ยินดีที่พบกัน
เธอกับฉัน พบกันสวัสดี
ผู้แต่ง ศรีนวล รัตนสุวรรณ
4. ด้านสติปัญญา เพลงช่วยให้มีความรู้ และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดี ช่วยให้จำได้เร็วกว่า การบอกเล่า ฝึกให้รู้จักคิดและได้ความรู้เช่ย
คณิตศาสตร์ ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจ และจดจำเกี่ยวกับจำนวน หรือความหมายขอบงคำ ทางคณิตศาสตร์เช่น
เพลงนกกระจิบ
นั่นนกบินมาลิบๆ นกกระจิบ 1,2,3,4,5
อีกฝูงบินล่องลอยมา 6,7,8,9,10ตัว
ผู้แต่ง ศรีนวล รัตนสุวรรณ
เพลง แม่ไก่ออกไข่
แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง
แม่ไก่ของฉันไข่ทุกวัน หนึ่งวันได้ไข่หนึ่งฟอง
2 วันได้ไข่ 2ฟอง จนถึง10ฟอง
ผู้แต่งศรีนวล รัตนสุวรรณ
เห็นไหมค่ะเพื่อนๆ เพลงมีคุณค่าแก่เด็กมากมายการที่เด็กได้ร้องเพลง ได้ทำท่า
ตามเนื้อเพลงหรือตามจังหวะ จะช่วยไม่ให้เด็กเบื่อการเรียน ทั้งช่วยให้ทุกส่วนของกล้ามเนื้อ ตลอดจน ตา หู มือ เท้า มีความคล่องว่องไว และช่วยพัฒนาร่างกายของเด็กได้ดี อีกทั้งได้รับความสนุกสนานและความรู้ด้วย
ที่มา เอกสารประกอบการอบรมอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก
http://plearnpichlanguage.blogspot.com/2009/01/blog-post.html
มาแล้วจ๊ะ (เจเจ) จิราภรณ์
การสอนส่วนมากจะเกี่ยวกับการร้องเพลงเพลงที่สอนเด็กปฐมวัยมีเนื้อร้องที่ช่วยพัฒนาและให้ความรู้แก่เด็กหลายด้านเช่น
1. ด้านร่างกายหรือด้านพลานามัยในการสอนนี้ผู้สอนต้องใช้ท่าทางประกอบ เนื่องจากชอบการเคลื่อนไหวไม่ชอบอยู่นิ่ง ในการร้องเพลงควรทำท่าประกอบด้วย เด็กจะได้ทำท่าตามครูหรือคิดขึ้นเอง
1. ส่งเสริมด้านการออกกำลังกาย เช่น
เพลงกายบริหาร
กำมือขึ้นแล้วหมุน หมุน ชูมือขึ้นโบกไปมา (ซ้ำ)
กางแขนขึ้นและลง พับแขนขึ้นแตะไหล่
กาวแขนขึ้นและลง ชูขึ้นตรงหมุนไปรอบตัว
ผู้แต่ง ครีนวล รัตนสุวรรณ
2. ปลูกฝังด้านสุขนิสัยเช่น
เพลง แปรงฟัน
แปรงซิ แปรง แปรงฟัน ฟันหนูสวยสะอาดดี
แปรงขึ้น แปรงลงทุกที่ สะอาดดีเมื่อหนูแปรงฟัน
ผู้แต่ง เตือนใจ ศรีมารุต
เพลงอย่าทิ้ง
อย่าทิ้ง อย่างทิ้ง อย่าทิ้ง ทิ้งแล้วจะสกปรก
ถ้าเราเห็นมันรก ต้องเก็บ ต้องเก็บ ต้องเก็บ
ผู้แต่ง เตือนใจ ศรีมารุ
2. ด้านอารามณ์ ขณะที่เด็กร่วมร้องเพลงหรือทำท่าทาง เด็กมีอาการร่างเริงแจ่มใสสนุกสนาน ดวงตาเป็นประกายอย่างมีความสุขเมื่อเขาทำได้ เพลงจะช่วยคลายเครียด มีความสดชื่นบางเพลงทำให้สนุกเช่น
เพลง ตุ๊บป่อง
ติง ตลิง ติงต๊อง เรือเราลอย ตุ๊บป่อง
ลอยไปตามน้ำไหล ลอยไป ลอยไป ในคลอง
ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง
ผู้แต่ง ฐะปะนีย์ นาครทรรพ
3. ด้านสังคม เด็กมาโรงเรียนจะต้องเข้าสังคมใหม่ และสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ครู หรือคนอื่นๆ สิ่งที่จัช่วยให้เด็กคุ้นเคย และเข้ากับผู้อื่นได้ก็ใช้เพลงเป็นสื่อ ช่วยให้เด็กสนิทสนม กับครูและเพื่อน เนื้อเพลงที่ร้องเช่น
เพลงสวัสดี
สวัสดี สวัสดี ยินดีที่พบกัน
เธอกับฉัน พบกันสวัสดี
ผู้แต่ง ศรีนวล รัตนสุวรรณ
4. ด้านสติปัญญา เพลงช่วยให้มีความรู้ และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดี ช่วยให้จำได้เร็วกว่า การบอกเล่า ฝึกให้รู้จักคิดและได้ความรู้เช่ย
คณิตศาสตร์ ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจ และจดจำเกี่ยวกับจำนวน หรือความหมายขอบงคำ ทางคณิตศาสตร์เช่น
เพลงนกกระจิบ
นั่นนกบินมาลิบๆ นกกระจิบ 1,2,3,4,5
อีกฝูงบินล่องลอยมา 6,7,8,9,10ตัว
ผู้แต่ง ศรีนวล รัตนสุวรรณ
เพลง แม่ไก่ออกไข่
แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง ไข่วันละฟอง
แม่ไก่ของฉันไข่ทุกวัน หนึ่งวันได้ไข่หนึ่งฟอง
2 วันได้ไข่ 2ฟอง จนถึง10ฟอง
ผู้แต่งศรีนวล รัตนสุวรรณ
เห็นไหมค่ะเพื่อนๆ เพลงมีคุณค่าแก่เด็กมากมายการที่เด็กได้ร้องเพลง ได้ทำท่า
ตามเนื้อเพลงหรือตามจังหวะ จะช่วยไม่ให้เด็กเบื่อการเรียน ทั้งช่วยให้ทุกส่วนของกล้ามเนื้อ ตลอดจน ตา หู มือ เท้า มีความคล่องว่องไว และช่วยพัฒนาร่างกายของเด็กได้ดี อีกทั้งได้รับความสนุกสนานและความรู้ด้วย
ที่มา เอกสารประกอบการอบรมอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก
http://plearnpichlanguage.blogspot.com/2009/01/blog-post.html
มาแล้วจ๊ะ (เจเจ) จิราภรณ์
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
ดนตรีช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นได้จริงหรือ!!!
ดนตรีช่วยแก้ปัญหาเด็กสมาธิสั้นได้จริงหรือ!!!
ดนตรี มีประโยชน์มากมาย การฟังดนตรีทำให้เราผ่อนคลาย เพลิดเพลิน มีความสุข หากเราได้เล่นดนตรีก็ยิ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ฝังอยู่ตามกล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาทให้ออกมากับการเล่นดนตรี ทำให้อารมณ์ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ EQ สูงขึ้น
และเมื่อเด็กเรียนดนตรี เด็กจะมุ่งความสนใจไปที่เสียงดนตรีที่ตนเองสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และอยากจะเล่นดนตรีต่อไปเพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรีที่ตนเองสร้างขึ้น ช่วงความสนใจของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นทีละนิด ขี้นอยู่กับทำนองเพลงที่เด็กฝึกหัด เมื่อเริ่มแรกเด็กอาจฝึกหัดเพลงพื้นฐานสั้นๆ ช่วงความสนใจของเด็กอาจอยู่ในเวลา 1-2 นาที ลำดับต่อไปเด็กได้ฝึกเพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทีละนิด เด็กก็จะมีช่วงของความสนใจเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 นาที และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเด็กชอบและรักที่จะเล่นดนตรี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังใจที่ครูผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครองจะกระตุ้นให้เด็ก เกิดความสนใจในดนตรีมากขึ้น การเสริมแรงจากครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เด็กเพิ่มความสนใจในดนตรี และจะทำให้ช่วงความสนใจของเด็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปสู่การเรียนในห้องเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ หรือการทำสิ่งต่างๆ
คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครอง จึงควรหันมามองบุตรหลานของท่านสักนิด ว่าเด็กมีอาการใกล้เคียงเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ หากใกล้เคียงควรปรึกษาแพทย์ หรือส่งเสริมให้เด็กเรียนดนตรี ศิลปะ ร้องเพลง เต้นรำหรือนั่งสมาธิ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโฆษณาที่มีภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปมารวดเร็ว เนื่องจากภาพเหล่านั้นจะไปกระตุ้นสมองทำให้เด็กมีภาวะสมาธิสั้นได้ง่าย
อาการสมาธิสั้นสามารถบำบัดรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความเอาใจใส่กับเด็ก พูดคุย ซักถาม ให้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับเด็ก ไม่ดุว่าหรือตี เพราะจะทำให้เด็กจดจำประสบการณ์ที่ไม่ดี และเด็กจะไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด เนื่องจากอาการต่างๆ มาจากความผิดปกติของสมองหรือสารเคมีของร่างกาย ซึ่งตัวเด็กเองไม่สามารถควบคุมได้ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดที่สามารถช่วยให้เด็กมี อาการดีขึ้นหรือหายขาดได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ที่มา : http://www.banrakthai.com/
น.ส.มณฑิภา มหายนต์ 484186113 48/186/1
ดนตรี มีประโยชน์มากมาย การฟังดนตรีทำให้เราผ่อนคลาย เพลิดเพลิน มีความสุข หากเราได้เล่นดนตรีก็ยิ่งเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ฝังอยู่ตามกล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาทให้ออกมากับการเล่นดนตรี ทำให้อารมณ์ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น ส่งผลให้ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ EQ สูงขึ้น
และเมื่อเด็กเรียนดนตรี เด็กจะมุ่งความสนใจไปที่เสียงดนตรีที่ตนเองสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และอยากจะเล่นดนตรีต่อไปเพื่อให้เกิดเสียงที่ไพเราะขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรีที่ตนเองสร้างขึ้น ช่วงความสนใจของเด็กก็จะเพิ่มมากขึ้นทีละนิด ขี้นอยู่กับทำนองเพลงที่เด็กฝึกหัด เมื่อเริ่มแรกเด็กอาจฝึกหัดเพลงพื้นฐานสั้นๆ ช่วงความสนใจของเด็กอาจอยู่ในเวลา 1-2 นาที ลำดับต่อไปเด็กได้ฝึกเพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นทีละนิด เด็กก็จะมีช่วงของความสนใจเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 นาที และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเด็กชอบและรักที่จะเล่นดนตรี
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังใจที่ครูผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครองจะกระตุ้นให้เด็ก เกิดความสนใจในดนตรีมากขึ้น การเสริมแรงจากครูและพ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เด็กเพิ่มความสนใจในดนตรี และจะทำให้ช่วงความสนใจของเด็กเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลไปสู่การเรียนในห้องเรียน การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ หรือการทำสิ่งต่างๆ
คุณพ่อคุณแม่หรือท่านผู้ปกครอง จึงควรหันมามองบุตรหลานของท่านสักนิด ว่าเด็กมีอาการใกล้เคียงเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ หากใกล้เคียงควรปรึกษาแพทย์ หรือส่งเสริมให้เด็กเรียนดนตรี ศิลปะ ร้องเพลง เต้นรำหรือนั่งสมาธิ เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้เด็กมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโฆษณาที่มีภาพเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปมารวดเร็ว เนื่องจากภาพเหล่านั้นจะไปกระตุ้นสมองทำให้เด็กมีภาวะสมาธิสั้นได้ง่าย
อาการสมาธิสั้นสามารถบำบัดรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความเอาใจใส่กับเด็ก พูดคุย ซักถาม ให้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันกับเด็ก ไม่ดุว่าหรือตี เพราะจะทำให้เด็กจดจำประสบการณ์ที่ไม่ดี และเด็กจะไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด เนื่องจากอาการต่างๆ มาจากความผิดปกติของสมองหรือสารเคมีของร่างกาย ซึ่งตัวเด็กเองไม่สามารถควบคุมได้ พ่อแม่ผู้ปกครองและครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดที่สามารถช่วยให้เด็กมี อาการดีขึ้นหรือหายขาดได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ที่มา : http://www.banrakthai.com/
น.ส.มณฑิภา มหายนต์ 484186113 48/186/1
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
